ตอนที่ 1 ปฐมบท
ภาพถ่ายสินค้านั้น ก็นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เจ้าของร้านค้าออนไลน์หลายๆคนมองข้ามไป ซึ่งโดยแท้จริงแล้วภาพสินค้านั้น ถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้ อาจจะด้วยเหตุผลต่างๆหลายอย่าง เช่น- ภาพที่สวยงามจะช่วยดึงดูดผู้ที่เข้าชมหน้าเว็บร้านค้าให้ดูสินค้าในชิ้นถัดๆไปได้
- ภาพสินค้าสามารถแสดงรายละเอียดแต่ละด้านแต่ละมุมของสินค้าได้ดี
- ภาพสินค้าที่ดีสามารถเสริมจุดเด่น และลดจุดด้อยของสินค้าได้
- เกิดภาพลักษณ์ที่ดี ดูเป็นมืออาชีพ และความน่าเชื่อถือ
เช่นนั้น (อ้าว) .. แต่เอาเป็นว่าเราลองมาลบภาพความคิดเดิมๆความรู้สึกเดิมๆที่เกี่ยวกับความ วุ่นๆวายๆแบบนั้นกันก่อนดีกว่าครับ เพราะวันนี้ผมจะมาแนะนำมีแอ๊บโดมิไนซ์เซอร์ที่จะช่วยให้การ
ถ่ายภาพของคุณนั้นเป็นงานที่ง่ายและสนุกขึ้นมากมายเลยทีเดียว ว่าแล้วก็ลองมาดูภาพตัวอย่างกันก่อนเลยดีกว่าครับ
~ สมมุติว่า วันนี้ผมอยากจะขายที่วางคลิปที่เป็นรูป เจ้าหมี Rilak Kuma นะครับ หากลอง Search หาสินค้าตัวนี้ใน internet คุณก็อาจจะพบกับร้านบางร้านที่ถ่ายรูปสินค้าออกมาได้ลักษณะนี้ครับ ….
แต่หากคุณได้เจอสินค้าในร้านที่ได้อ่านบทความ “DIY การถ่ายภาพสินค้าฯ” ซีรี่ส์นี้ไปแล้วล่ะก็ คุณก็อาจจะได้พบกับรูปภาพสินค้าที่สวยงาามเช่นนี้ครับ 5555+..
เป็นอย่างไรบ้างครับ เห็นความแตกต่างของ 2 ภาพกันมากน้อยขนาดไหนครับ รูป ที่ 2 นั้น คือภาพถ่ายสินค้าตัวอย่างที่เกิดจากการ DIY สตูดิโอถ่ายภาพโดยใช้อุปกรณ์ง่ายๆที่หาได้จากในบ้านและข้างบ้าน(กรณีของใน บ้านไม่มีครับ (ตึ่งโป๊ะ -*-) ) โดยในบทความ DIY ซีรี่ส์นี้ ผมก็จะพยายามเน้นที่การประยุกต์และดัดแปลงสิ่งของรอบตัวของเราเพื่อใช้เป็น อุปกรณ์ในการถ่ายภาพเพื่อความสวยงามและประหยัดสตางค์ในกระเป๋านะครับ
ในตอนต่อไปจะเป็นเรื่องของ “การเตรียมอุปกรณ์เพื่อใช้ในการถ่ายภาพ”
หากสนใจติดตามอ่านต่อได้ใน Part 2 เลยครับ
ตอนที่ 2 เตรียมอุปกรณ์
มาเริ่มต้นในขั้นตอนการเตรียมอุปกรณ์กันเลยดีกว่าครับ อย่างแรกเลยที่เราะจะต้องคิดถึงนั่นก็คือ แล้วจะต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ผมจึงขออนุญาต List มาเป็นข้อๆดังนี้เลยละกันนะครับ1. สินค้า : คือสิ่งของหรือผลิตภัณฑ์ที่เราต้องการจะขาย ซึ่งในที่นี้ผมจะใช้เป็นครอบครัวเจ้า Rilak kuma นะครับ ^^
2. ฉาก หรือ Background เช่น กระดาษาแข็ง(ขาว/ดำ/อื่นๆ) ผ้าสีต่างๆ หรือจะเป็นการนำสินค้าไปถ่ายยังสถานที่ต่างๆ ตามแต่เราจะต้องการ โดยในส่วนของฉากที่จะถ่ายสินค้านั้น ก็ควรจะคำนึงถึงเรื่อง Theme ในการจัดและตกแต่งร้านค้าออนไลน์ของเราด้วยครับ โดยในที่นี้ผมจะใช้เป็นกระดาษสีนะครับ
3. โคมไฟ : ในหลายๆครั้งการถ่ายภาพในสถานที่ๆไม่เอื้ออำนวยในเรื่องของสภาพและทิศทางของ แสง ซึ่งทำให้ลายละเอียดและภาพสินค้าโดยรวมออกมาดูไม่ดี ดังนั้นการใช้ “โคมไฟบ้าน” นี่แหละครับ ที่จะสามารถช่วยท่านได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้หลายๆอันหน่อย ถ้าบ้านเราไม่พอก็อาจจะต้องไปยืมบ้านคนอื่นมาเพิ่มนะครับ (ฮาา.า..าา…นะ)
4. กล้องถ่ายรูป : อันนี้ตามแต่จะสะดวกเลยครับ แต่ถ้าจะให้ดีก็ขอแนะนำให้เป็นกล้อง DSLR หรือกล้องที่สามารถใช้งานในโหมด Manual ได้ จะช่วยให้การถ่ายภาพง่ายขึ้นและประหยัดเวลาด้วยครับ
5. โปรแกรมตกแต่งภาพ เช่น Photoshop เป็นต้น ใช้สำหรับตกแต่งแก้ไขภาพถ่ายที่บางจุดบางส่วนอาจจะไม่โดนใจคุณเท่าไหร่ และยังสามารถใช้ทำน้ำลาย เอ๊ย! ลายน้ำได้อีกด้วยครับ (รู้สึกภูมิใจกับมุขนี้ ^w^)
การจัดเตรียมอุปกรณ์แบบคร่าวๆก็ประมาณนี้แหละครับ ส่วนใครจะมี prop หรือมี options อีกในการถ่ายหรือการตกแต่งก็ตามแต่จะสร้างสรรค์และจินตนาการไปได้เลยครับ
ในตอนต่อไปเราจะมารู้จักการจัดแสงเพื่อให้ได้ภาพสวยกันเลยนะครับ
ตอนที่ 3 การจัดแสง – ภาคทฤษฎี
ในการถ่ายภาพ “สภาพแสง” นั้นถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างแรกๆเลยก็ว่าได้ครับ เพราะหากสภาพแสงไม่เอื้ออำนวย คุณภาพของภาพที่ถ่ายได้ก็อาจจะไม่ดีไม่โดนเท่าที่ควร ซึ่งจะส่งผลต่อความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อสินค้าของเราด้วยเช่นกัน ผมจะลองยกตัวอย่างภาพ 2 ภาพให้ดูนะครับ เป็น 2 ภาพที่ถ่ายสินค้าชนิดเดียวกัน แต่อยู่กันคนละสภาวะแสง ภาพที่ออกมาจะให้ความ
รู้สึกอย่างไรบ้าง ลองดูภาพทางด้านล่างนี้ได้เลยครับ
สังเกตเห็นมั้ยครับว่า ภาพซ้ายและภาพขวานั้นเป็นภาพหมีเหมือนกัน แต่ให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน ภาพหมีทางด้านขวานั้นเป็นภาพที่ดูแล้วสบาย รู้สึกอบอุ่น อยากกอด อยากสัมผัส ต่างกับหมีตัวขวาที่ดูแล้วหม่นหมอง น่าสงสาร ..นี่แหละครับ คืออิทธิพลของ “สภาพแสง” ที่แตกต่างกันนั่นเอง
ดังนั้นก่อนที่เราจะไป Workshop กันในตอนถัดไป ในตอนนี้เราจะมาศึกษาเรื่องการจัดแสงกันก่อนนะครับ
3.1 ทฤษฎีแสง : เพื่อความไม่น่าเบื่อ ผมจะพยายามอธิบายสั้นๆแบบเนื้อๆประเภทที่จำและนำไปประยุกต์ใช้กันเลยนะครับ
- ขนาดของแหล่งกำเนิดแสง มีผลต่อความนุ่มของแสงที่ต่างกันดังรูป 1.1 (ในกรณีที่วัตถุมีขนาดเท่ากัน)
- ระยะห่างของแหล่งกำเนิดแสงกับวัตถุ มีผลต่อเงามืดและเงามัวของวัตถุ (ในกรณีที่ระยะวัตถุกับฉากมีระยะเท่ากัน)
- เมื่อแหล่งกำเนิดแสงทะลุผ่านสิ่งกีดขวางชนิดโปร่งแสง จะเกิดการกระเจิงแสงทางด้านหลัง ทำให้แสงที่ได้จากทางด้านหลังสิ่งกีดขวางชนิดโปร่งแสงมีความนุ่มขึ้น เช่น การนำกระดาษไขมากั้นระหว่างแสงกับแบบที่จะถ่าย เป็นต้น
- เมื่อแหล่งกำเนิดแสงมีการตกกระทบบนวัตถุผิวมันเงาจะเกิดการสะท้อนแสง แข็งกลับไป (เช่น กระจก) แต่หากแสงมีการตกกระทบไปบนวัตถุผิวด้านแสงที่สะท้อนออกมาจะเป็นแสงที่ กระเจิงมากขึ้นทำให้ได้แสงสะท้อนที่นุ่มขึ้น (เช่น แผ่นกระดาษสีขาว)
3.2 รูปแบบการจัดแสง
ในการจัดแสงนั้น อันที่จริงมันเป็นศาสตร์ที่ไม่มีการตายตัวเท่าไหร่ครับ เพราะมันคือการแก้ไขสภาพแสงที่มันเกิดขึ้นในที่ใดๆมากกว่า หรือในบางครั้งอารมณ์หรือรูปแบบของภาพถ่ายที่เราต้องการ ก็ทำให้การจัดแสงที่ได้มีความแตกต่างกันออกไปไม่เหมือนกันครับ ดังนั้นในการแนะนำรูปแบบการจัดแสงนี้ ผมจะเพียงแค่ยกตัวอย่างหลักของการจัดแสงที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กันนะครับ
- 2 Lights System คือการใช้แสง 2 ทาง ซึ่งจะช่วยทำให้การเกิดเงาทางด้านใดด้านหนึ่งนั้นน้อยลง ภาพดูมีมิติขึ้นกว่าการใช้แสงทางเดียว
- 3 Lights System การใช้แสง 3 ทางจะช่วยให้รายละเอียดในบางจุดของภาพนั้นมีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้น รายละเอียดในมุมบางจุดถูกเปิดขึ้นโดยแสงหลายๆทาง ภาพดูสว่างแบบมีมิติมากขึ้น
จากตัวอย่างข้างต้น หลายๆคนอาจจะสงสัยครับว่า แล้วเราควรจะเลือกใช้แสงไฟกี่ดวงในการถ่ายภาพสินค้าดี? …ซึ่งอันที่จริงแล้ว อย่างที่บอกครับ ว่ามันไม่มีกฎตายตัวจริงๆ เพราะบางครั้งเราอาจจะมีการปรับเพิ่ม/ลดเพื่อให้ได้เพียงภาพที่เราต้องการ ครับ ดังนั้นใน part ถัดไปผมจะมาพูดถึงวิธีการนำไปใช้กันจริงๆจังๆกันเลย ติดตามในตอนต่อไปซึ่งเป็น HightLight ของ Series บทความนี้ได้เลยครับ ^_^
ตอนที่ 4 Workshop – ภาคปฏิบัติ
เมื่อเราเตรียมความรู้และความพร้อมกันในตอนที่ 1-3 ไปแล้ว มาในตอนนี้เราก็จะได้เริ่มการถ่ายภาพจริงๆจังกันซะทีนะครับ (Yeahh..h.hhh!!) ซึ่งผมเองก็จะพยายามทำให้ดูเป็นตัวอย่างแบบ step by step เพื่อที่ทุกคนจะได้มองเห็นเป็นไอเดียสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าของตัวเองตามความเหมาะสมเน้อ .. :D
เอาล่ะครับจะเริ่มจาก เบสิคๆกันก่อนเลยละกันครับ ..
Step 1 : ตั้งฉาก!! (คือหมายถึงฉากจริงๆน่ะครับ) โดยใช้อุปกรณ์ที่เตรียมไว้แล้วนั่นก็คือกระดาษแข็งสีขาว ฟิวเจอร์บอร์ด และคลิป จัดเป็นลักษณะดังรูปครับ
Step 2 : จัดวางสินค้า จัดท่า จัดท่าจัดทางเพื่อให้สินค้าเราดูดีที่สุดเท่าที่จะดูดีได้เลยนะครับ ^^
Step 3 : เลือกถ่ายภาพในมุมดีได้ภาพที่ดูดี เห็นองค์ประกอบและลายละเอียดของสินค้าครบตามความสมควรครับ เอ้า แช๊ะ
คราวนี้ใน Step ถัดไปผมจะเริ่มลองเซทระบบแสงในรูปแบบต่างๆโดยใช้โคมไฟอ่านหนังสือนะครับ ว่าภาพที่ได้จะออกมาเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
Step 4 : One Light Setup (แสงทางเดียว) คราวนี้ผมจะลองใช้หลอดไฟ 1 ดวง ในทิศทางต่างๆนะครับ ดูซิว่าจะได้ภาพออกมาเป็นอย่างไร
Step 5 : Two Light Setup (แสง
2 ทาง) ทีนี้ลองมาดูแสง 2 ทางกันบ้างนะครับ
สามารถจัดทิศทางแสงได้หลายแบบเลยครับ ผมจะลองคร่าวๆ 3 ก่อนนะครับ
ที่เหลือลองไปทำดูเอง
Step 6 : Three Light Setup (แสง
3 ทาง) การจัดแสงโดยใช้วิธีแสง 3 ทาง วิธีนี้ผมชอบสุดแล้วครับ
เพราะรู้สึกว่ามันดูจะเหมาะสมในหลายๆสถานการณ์ซะเหลือเกิน
อ่ะลองมาดูกันนะครับว่าจะเป็นอย่างไร
เอาล่ะครับ ทั้งหมดนี้ที่ผมตั้งใจเขียนมาทั้ง 4 ภาค 4 ตอน ก็เพียงแค่อยากจะจุดประกายไอเดียเรื่องของการถ่ายภาพสินค้าให้กับทุกๆคนดู น่ะครับ อยากให้ลองทำกันดู แล้วได้ยังไงก็เอามาโชว์กันบ้าง หรือมีปัญหาหรือข้อสงสัยประการใดก็สามารถสอบถามกันได้ครับ ขอให้ทุกๆท่านสนุกกับการถ่ายภาพสินค้าสุดเลิฟของทุกคนนะครับ ร่ำๆรวยๆเด้อออออ ^_^
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น