วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ

245208 1 D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 1

ตอนที่ 1 ปฐมบท

ภาพถ่ายสินค้านั้น ก็นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เจ้าของร้านค้าออนไลน์หลายๆคนมองข้ามไป ซึ่งโดยแท้จริงแล้วภาพสินค้านั้น ถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าเป็นอย่างมากเลยก็ว่าได้ อาจจะด้วยเหตุผลต่างๆหลายอย่าง เช่น
  1. ภาพที่สวยงามจะช่วยดึงดูดผู้ที่เข้าชมหน้าเว็บร้านค้าให้ดูสินค้าในชิ้นถัดๆไปได้
  2. ภาพสินค้าสามารถแสดงรายละเอียดแต่ละด้านแต่ละมุมของสินค้าได้ดี
  3. ภาพสินค้าที่ดีสามารถเสริมจุดเด่น และลดจุดด้อยของสินค้าได้
  4. เกิดภาพลักษณ์ที่ดี ดูเป็นมืออาชีพ และความน่าเชื่อถือ
หลายๆคนคงอาจจะคิดว่าการถ่ายภาพให้ดูเป็นมืออาชีพนั้นเป็นเรื่องที่ยาก ต้องมีกล้องแพงๆ อุปกรณ์จัดแสงจัดไฟแพงๆ ดูเป็นงานที่วุ่นวายซับซ้อนเหลือเกิน (เหมือนอย่างภาพข้างต้น ^^” ) … ก็ไม่แปลกครับที่จะคิด
เช่นนั้น (อ้าว) .. แต่เอาเป็นว่าเราลองมาลบภาพความคิดเดิมๆความรู้สึกเดิมๆที่เกี่ยวกับความ วุ่นๆวายๆแบบนั้นกันก่อนดีกว่าครับ เพราะวันนี้ผมจะมาแนะนำมีแอ๊บโดมิไนซ์เซอร์ที่จะช่วยให้การ
ถ่ายภาพของคุณนั้นเป็นงานที่ง่ายและสนุกขึ้นมากมายเลยทีเดียว ว่าแล้วก็ลองมาดูภาพตัวอย่างกันก่อนเลยดีกว่าครับ
~ สมมุติว่า วันนี้ผมอยากจะขายที่วางคลิปที่เป็นรูป เจ้าหมี Rilak Kuma นะครับ หากลอง Search หาสินค้าตัวนี้ใน internet คุณก็อาจจะพบกับร้านบางร้านที่ถ่ายรูปสินค้าออกมาได้ลักษณะนี้ครับ ….

2013 07 16 17.24.12 D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 1

รูปที่ 1 : สินค้าจากร้านที่ยังไม่ได้อ่านบทความ “DIY ถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ”
แต่หากคุณได้เจอสินค้าในร้านที่ได้อ่านบทความ “DIY  การถ่ายภาพสินค้าฯ” ซีรี่ส์นี้ไปแล้วล่ะก็ คุณก็อาจจะได้พบกับรูปภาพสินค้าที่สวยงาามเช่นนี้ครับ 5555+..

NIK 6786 3 resize 2 D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 1

รูปที่ 2 : สินค้าจากร้านที่อ่านบทความ “DIY การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ”
เป็นอย่างไรบ้างครับ เห็นความแตกต่างของ 2 ภาพกันมากน้อยขนาดไหนครับ รูป ที่ 2 นั้น คือภาพถ่ายสินค้าตัวอย่างที่เกิดจากการ DIY สตูดิโอถ่ายภาพโดยใช้อุปกรณ์ง่ายๆที่หาได้จากในบ้านและข้างบ้าน(กรณีของใน บ้านไม่มีครับ (ตึ่งโป๊ะ -*-) ) โดยในบทความ DIY ซีรี่ส์นี้ ผมก็จะพยายามเน้นที่การประยุกต์และดัดแปลงสิ่งของรอบตัวของเราเพื่อใช้เป็น อุปกรณ์ในการถ่ายภาพเพื่อความสวยงามและประหยัดสตางค์ในกระเป๋านะครับ
ในตอนต่อไปจะเป็นเรื่องของ “การเตรียมอุปกรณ์เพื่อใช้ในการถ่ายภาพ”
หากสนใจติดตามอ่านต่อได้ใน Part 2 เลยครับ

 

product photography lightingpictures D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  2

 

ตอนที่ 2 เตรียมอุปกรณ์

มาเริ่มต้นในขั้นตอนการเตรียมอุปกรณ์กันเลยดีกว่าครับ อย่างแรกเลยที่เราะจะต้องคิดถึงนั่นก็คือ แล้วจะต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ผมจึงขออนุญาต List มาเป็นข้อๆดังนี้เลยละกันนะครับ
1. สินค้า : คือสิ่งของหรือผลิตภัณฑ์ที่เราต้องการจะขาย ซึ่งในที่นี้ผมจะใช้เป็นครอบครัวเจ้า Rilak kuma นะครับ ^^




NIK 7323 resize1 D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  2

2. ฉาก หรือ Background เช่น กระดาษาแข็ง(ขาว/ดำ/อื่นๆ) ผ้าสีต่างๆ หรือจะเป็นการนำสินค้าไปถ่ายยังสถานที่ต่างๆ ตามแต่เราจะต้องการ โดยในส่วนของฉากที่จะถ่ายสินค้านั้น ก็ควรจะคำนึงถึงเรื่อง Theme ในการจัดและตกแต่งร้านค้าออนไลน์ของเราด้วยครับ โดยในที่นี้ผมจะใช้เป็นกระดาษสีนะครับ

NIK 7326 resize D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  2

3. โคมไฟ : ในหลายๆครั้งการถ่ายภาพในสถานที่ๆไม่เอื้ออำนวยในเรื่องของสภาพและทิศทางของ แสง ซึ่งทำให้ลายละเอียดและภาพสินค้าโดยรวมออกมาดูไม่ดี ดังนั้นการใช้ “โคมไฟบ้าน” นี่แหละครับ ที่จะสามารถช่วยท่านได้ ซึ่งอาจจะต้องใช้หลายๆอันหน่อย ถ้าบ้านเราไม่พอก็อาจจะต้องไปยืมบ้านคนอื่นมาเพิ่มนะครับ (ฮาา.า..าา…นะ)

NIK 7322 resize D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  2

4. กล้องถ่ายรูป : อันนี้ตามแต่จะสะดวกเลยครับ แต่ถ้าจะให้ดีก็ขอแนะนำให้เป็นกล้อง DSLR หรือกล้องที่สามารถใช้งานในโหมด Manual ได้ จะช่วยให้การถ่ายภาพง่ายขึ้นและประหยัดเวลาด้วยครับ

camera D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  2

5. โปรแกรมตกแต่งภาพ เช่น Photoshop เป็นต้น ใช้สำหรับตกแต่งแก้ไขภาพถ่ายที่บางจุดบางส่วนอาจจะไม่โดนใจคุณเท่าไหร่ และยังสามารถใช้ทำน้ำลาย เอ๊ย! ลายน้ำได้อีกด้วยครับ (รู้สึกภูมิใจกับมุขนี้ ^w^)

tofu resize D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  2

การจัดเตรียมอุปกรณ์แบบคร่าวๆก็ประมาณนี้แหละครับ ส่วนใครจะมี prop หรือมี options อีกในการถ่ายหรือการตกแต่งก็ตามแต่จะสร้างสรรค์และจินตนาการไปได้เลยครับ
ในตอนต่อไปเราจะมารู้จักการจัดแสงเพื่อให้ได้ภาพสวยกันเลยนะครับ

 

5 tips photo studio D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  3

ตอนที่ 3 การจัดแสง – ภาคทฤษฎี

ในการถ่ายภาพ “สภาพแสง” นั้นถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างแรกๆเลยก็ว่าได้ครับ เพราะหากสภาพแสงไม่เอื้ออำนวย คุณภาพของภาพที่ถ่ายได้ก็อาจจะไม่ดีไม่โดนเท่าที่ควร ซึ่งจะส่งผลต่อ
ความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อสินค้าของเราด้วยเช่นกัน ผมจะลองยกตัวอย่างภาพ 2 ภาพให้ดูนะครับ เป็น 2 ภาพที่ถ่ายสินค้าชนิดเดียวกัน แต่อยู่กันคนละสภาวะแสง ภาพที่ออกมาจะให้ความ
รู้สึกอย่างไรบ้าง ลองดูภาพทางด้านล่างนี้ได้เลยครับ



2 bear D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  3

สังเกตเห็นมั้ยครับว่า ภาพซ้ายและภาพขวานั้นเป็นภาพหมีเหมือนกัน แต่ให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน ภาพหมีทางด้านขวานั้นเป็นภาพที่ดูแล้วสบาย รู้สึกอบอุ่น อยากกอด อยากสัมผัส ต่างกับหมีตัวขวาที่ดูแล้วหม่นหมอง น่าสงสาร  ..นี่แหละครับ คืออิทธิพลของ “สภาพแสง” ที่แตกต่างกันนั่นเอง
ดังนั้นก่อนที่เราจะไป Workshop กันในตอนถัดไป ในตอนนี้เราจะมาศึกษาเรื่องการจัดแสงกันก่อนนะครับ
3.1 ทฤษฎีแสง : เพื่อความไม่น่าเบื่อ ผมจะพยายามอธิบายสั้นๆแบบเนื้อๆประเภทที่จำและนำไปประยุกต์ใช้กันเลยนะครับ
  • ขนาดของแหล่งกำเนิดแสง มีผลต่อความนุ่มของแสงที่ต่างกันดังรูป 1.1 (ในกรณีที่วัตถุมีขนาดเท่ากัน)

source D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  3

รูปที่ 1 ขนาดของแหล่งกำเนิดแสงต่อความนุ่มของแสง(เงา)
  • ระยะห่างของแหล่งกำเนิดแสงกับวัตถุ มีผลต่อเงามืดและเงามัวของวัตถุ (ในกรณีที่ระยะวัตถุกับฉากมีระยะเท่ากัน)

rang D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  3

รูปที่ 2 ระยะห่างของแหล่งกำเนิดแสงต่อความนุ่มของแสง(เงา)
  • เมื่อแหล่งกำเนิดแสงทะลุผ่านสิ่งกีดขวางชนิดโปร่งแสง จะเกิดการกระเจิงแสงทางด้านหลัง ทำให้แสงที่ได้จากทางด้านหลังสิ่งกีดขวางชนิดโปร่งแสงมีความนุ่มขึ้น เช่น การนำกระดาษไขมากั้นระหว่างแสงกับแบบที่จะถ่าย เป็นต้น
through D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  3

รูปที่ 3 : แสงนุ่มที่เกิดจากการกระเจิงหลังสิ่งกีดขวางชนิดโปร่งแสง
  • เมื่อแหล่งกำเนิดแสงมีการตกกระทบบนวัตถุผิวมันเงาจะเกิดการสะท้อนแสง แข็งกลับไป (เช่น กระจก) แต่หากแสงมีการตกกระทบไปบนวัตถุผิวด้านแสงที่สะท้อนออกมาจะเป็นแสงที่ กระเจิงมากขึ้นทำให้ได้แสงสะท้อนที่นุ่มขึ้น (เช่น แผ่นกระดาษสีขาว)

reflect D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  3

รูปที่ 4 : การกระเจิงของแสงบนวัตถุฟิวสะท้อนที่ต่างกัน
3.2 รูปแบบการจัดแสง
ในการจัดแสงนั้น อันที่จริงมันเป็นศาสตร์ที่ไม่มีการตายตัวเท่าไหร่ครับ เพราะมันคือการแก้ไขสภาพแสงที่มันเกิดขึ้นในที่ใดๆมากกว่า  หรือในบางครั้งอารมณ์หรือรูปแบบของภาพถ่ายที่เราต้องการ ก็ทำให้การจัดแสงที่ได้มีความแตกต่างกันออกไปไม่เหมือนกันครับ ดังนั้นในการแนะนำรูปแบบการจัดแสงนี้ ผมจะเพียงแค่ยกตัวอย่างหลักของการจัดแสงที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กันนะครับ
  • 2 Lights System คือการใช้แสง 2 ทาง ซึ่งจะช่วยทำให้การเกิดเงาทางด้านใดด้านหนึ่งนั้นน้อยลง ภาพดูมีมิติขึ้นกว่าการใช้แสงทางเดียว


3 Light D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  3

  • 3 Lights System การใช้แสง 3 ทางจะช่วยให้รายละเอียดในบางจุดของภาพนั้นมีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้น รายละเอียดในมุมบางจุดถูกเปิดขึ้นโดยแสงหลายๆทาง ภาพดูสว่างแบบมีมิติมากขึ้น

3 Light 2 D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part  3

จากตัวอย่างข้างต้น หลายๆคนอาจจะสงสัยครับว่า แล้วเราควรจะเลือกใช้แสงไฟกี่ดวงในการถ่ายภาพสินค้าดี? …ซึ่งอันที่จริงแล้ว อย่างที่บอกครับ ว่ามันไม่มีกฎตายตัวจริงๆ เพราะบางครั้งเราอาจจะมีการปรับเพิ่ม/ลดเพื่อให้ได้เพียงภาพที่เราต้องการ ครับ ดังนั้นใน part ถัดไปผมจะมาพูดถึงวิธีการนำไปใช้กันจริงๆจังๆกันเลย ติดตามในตอนต่อไปซึ่งเป็น HightLight ของ Series บทความนี้ได้เลยครับ ^_^

 

Product and advertising photography studio D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 4

ตอนที่ 4 Workshop – ภาคปฏิบัติ

เมื่อเราเตรียมความรู้และความพร้อมกันในตอนที่ 1-3 ไปแล้ว มาในตอนนี้เราก็จะได้เริ่มการถ่ายภาพจริงๆจังกันซะทีนะครับ (Yeahh..h.hhh!!)  ซึ่งผมเองก็จะพยายามทำให้ดูเป็นตัวอย่างแบบ step by step เพื่อที่ทุกคนจะได้มองเห็นเป็นไอเดียสำหรับ
การนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าของตัวเองตามความเหมาะสมเน้อ .. :D
เอาล่ะครับจะเริ่มจาก เบสิคๆกันก่อนเลยละกันครับ ..
Step 1 : ตั้งฉาก!! (คือหมายถึงฉากจริงๆน่ะครับ) โดยใช้อุปกรณ์ที่เตรียมไว้แล้วนั่นก็คือกระดาษแข็งสีขาว ฟิวเจอร์บอร์ด และคลิป จัดเป็นลักษณะดังรูปครับ

NIK 7330 resize1 D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 4

Step 2 : จัดวางสินค้า จัดท่า จัดท่าจัดทางเพื่อให้สินค้าเราดูดีที่สุดเท่าที่จะดูดีได้เลยนะครับ ^^

NIK 7344 resize D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 4

Step 3 : เลือกถ่ายภาพในมุมดีได้ภาพที่ดูดี เห็นองค์ประกอบและลายละเอียดของสินค้าครบตามความสมควรครับ เอ้า แช๊ะ

NIK 7339 resize1 D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 4

คราวนี้ใน Step ถัดไปผมจะเริ่มลองเซทระบบแสงในรูปแบบต่างๆโดยใช้โคมไฟอ่านหนังสือนะครับ ว่าภาพที่ได้จะออกมาเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
Step 4 : One Light Setup (แสงทางเดียว) คราวนี้ผมจะลองใช้หลอดไฟ 1 ดวง ในทิศทางต่างๆนะครับ ดูซิว่าจะได้ภาพออกมาเป็นอย่างไร

onelight 1 resize D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 4

รูปที่ 1 : แสงทางเดียว เยื้องจากทางด้านหลัง

onelight 2 resize D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 4

รูปที่ 2 : แสงทางเดียว เยื้องจากทางด้านหน้า

onelight 3 resize D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 4

รูปที่ 3 : แสงทางเดียว เยื้องจากทางด้านบน
Step 5 : Two Light Setup (แสง 2 ทาง) ทีนี้ลองมาดูแสง 2 ทางกันบ้างนะครับ สามารถจัดทิศทางแสงได้หลายแบบเลยครับ ผมจะลองคร่าวๆ 3 ก่อนนะครับ ที่เหลือลองไปทำดูเอง

twolight 01 resize D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 4

รูปที่ 4 : แสง 2 ทาง เยื้องจากทางด้านหน้า

twolight 02 resize D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 4

รูปที่ 5 : แสง 2 ทาง เยื้องจากทางด้านหลังแล้วหน้า ในทิศทางตรงกันข้าม

twolight 03 resize D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 4

รูปที่ 6 : แสง 2 ทาง เยื้องจากทางด้านหน้าและด้านบน
Step 6 : Three Light Setup (แสง 3 ทาง) การจัดแสงโดยใช้วิธีแสง 3 ทาง วิธีนี้ผมชอบสุดแล้วครับ เพราะรู้สึกว่ามันดูจะเหมาะสมในหลายๆสถานการณ์ซะเหลือเกิน อ่ะลองมาดูกันนะครับว่าจะเป็นอย่างไร

threelight 1 resize D.I.Y. การถ่ายภาพสินค้าให้สวยงามอย่างมืออาชีพ Part 4

รูปที่ 7 : แสง 3 ทาง เยื้องจากทางด้านหน้า 2 ด้านและทางด้านหลัง 1 ด้าน
…ภาพสินค้าที่ได้ทดลองถ่ายทั้งหมดนั้น ผมตั้งใจให้ดูไฟล์ดิบๆแบบชนิดที่ว่ายังไม่ต้องปรับแสงสีเสียงอะไรทั้งสิ้น เลยนะครับ เพื่อที่จะได้เปรียบเทียบกับชัดๆว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรยังไงบ้างนะครับ
เอาล่ะครับ ทั้งหมดนี้ที่ผมตั้งใจเขียนมาทั้ง 4 ภาค 4 ตอน ก็เพียงแค่อยากจะจุดประกายไอเดียเรื่องของการถ่ายภาพสินค้าให้กับทุกๆคนดู น่ะครับ อยากให้ลองทำกันดู แล้วได้ยังไงก็เอามาโชว์กันบ้าง หรือมีปัญหาหรือข้อสงสัยประการใดก็สามารถสอบถามกันได้ครับ ขอให้ทุกๆท่านสนุกกับการถ่ายภาพสินค้าสุดเลิฟของทุกคนนะครับ ร่ำๆรวยๆเด้อออออ ^_^

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สร้าง Viral Content ยังไงดี?

5 key elements of viral content v2 head สร้าง Viral Content ยังไงดี?

จะเห็นได้ว่ากระแสการตลาดออนไลน์สมัยนี้ มีเรื่องคลิป Viral (สร้างกระแส) เยอะมาก ส่งผลให้เกิดการแชร์และวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างมากมาย (ทั้งแง่ดีและแง่ลบ) แต่แท้จริงแล้วการที่เราสร้างเนื้อหาที่ดี มันก็มีโอกาสเกิด Viral สูงอยู่แล้ว มาดูกันดีกว่าว่าองค์ประกอบของ Viral Content (เน้นไปที่เว็บไซต์) ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

เป้าหมายของนักการตลาดที่ปล่อยเนื้อหาออกมาคือต้องการให้ข้อมูลถูกแชร์ ผ่านไปหลายๆ ช่องทางจากผู้ชมของพวกเขา สิ่งนี้เป็นเรื่องที่พูดง่ายกว่าการลงมือทำ ปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้ผู้คนแบ่งปันเนื้อหาออนไลน์ที่พวกเขาบริโภคแล้วต่อไป ยังเพื่อนๆ ของพวกเขา Infographic นี้นำเสนอถึงห้าองค์ประกอบสำคัญของเนื้อหา อันได้แก่

อะไรที่หายาก

ความโดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวของเนื้อหา สิ่งที่ไม่สามารถหาจากที่ไหนได้อีก ความกลัวที่จะพลาดโอกาสในเนื้อหานั้นๆ ถือเป็นตัวจุดชนวนให้ผู้คนสนใจในเนื้อหาของเราได้เป็นอย่างดี

อย่าลืมปุ่ม share

อย่าคิดว่าปุ่ม share ไม่สำคัญ เพราะปุ่มนี้เป็นตัวช่วยแพร่กระจายเนื้อหาของเราให้ออกไปในหลายช่องทาง อย่าลืมวางปุ่มแชร์ไว้ที่ก่อนและหลังเนื้อหาของเราเสมอๆ

อ่านผ่านๆ ก็เข้าใจ

ผู้เข้าชมทางเว็บไซต์ดูเหมือนกับเป็นผู้เสพเนื้อหาที่เป็นก้อนๆ เพราะฉะนั้นจงทำให้เนื้อหาง่ายต่อการผ่านตา และเข้าใจได้ง่าย
Jacob Nielsen กล่าวว่า “ค่าเฉลี่ยของผู้ใช้งาน บริโภคเนื้อหาประมาณ 20% จากเนื้อหาในหน้าเว็บเพจทั้งหมด”

สิ่งที่เป็นประโยชน์ สามารถนำไปปฏิบัติได้

บางอย่างที่นำไปใช้ต่อได้ เนื้อหาที่ผู้อ่านสามารถเอาไปใช้ได้จริง ทำให้เกิดการแชร์ได้มากมาย

มีความสม่ำเสมอ

การโพสท์อย่างสม่ำเสมอด้วยเนื้อหาที่มีคุณภาพที่ดี ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้เราดูเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายตาของผู้รับข่าวสาร เมื่อคนอ่านเชื่อในเนื้อหาของเราแล้ว การแชร์ต่อก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ

5 key elements of viral content v2 สร้าง Viral Content ยังไงดี?

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

3 เทคนิคพิชิตโจทย์ยากๆ อย่าง “ค่าส่งของ”

2013 07 25 13 52 12 1  3 เทคนิคพิชิตโจทย์ยากๆ อย่าง “ค่าส่งของ”

ที่มาของภาพ 1,2
การขายสินค้าออนไลน์นอกจากทำหน้าร้านให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าชัดเจน อ่านรายละเอียดสินค้าแล้วกระตุ้นการอยากซื้อ สองส่วนนี้ที่ว่ายากแล้ว ส่วนที่ยากที่สุดคือ ผลักดันให้ลูกค้ากดปุ่มสั่งซื้อ เพราะลูกค้าหลายรายมักจะมาสะดุดที่ค่าส่งสินค้า (โดยเฉพาะการสั่งของจากเว็บไซต์ต่างประเทศ)
วันนี้เราจึงมีเทคนิคดีๆ ที่คาดไม่ถึงสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เพื่อจัดการกับค่าส่งของให้ลูกค้ากัน


1. หากพร้อมส่งฟรี โปรดเขียนตัวใหญ่ๆ ให้ลูกค้าทราบทั่วกัน

หลายเว็บไซต์ที่จริงๆ แล้วมีหน้าร้านออฟไลน์อยู่แล้ว จึงมักจะได้เปรียบกว่าร้านค้าออนไลน์อย่างเดียว เพราะยอดการสั่งของออนไลน์ ถือเป็นเหมือนรายได้เสริมกับร้านค้าของตน ดังนั้นเมื่อมียอดสั่งซื้อจากทางเว็บ พ่อค้าจึงมัดใจลูกค้าด้วยมาตรการส่งของให้ฟรีๆ (ซึ่งแน่นอนว่าเหมาะกับสินค้าชิ้นเล็ก น้ำหนักเบา เช่น เครื่องสำอาง เสื้อผ้าสตรี ชา หรือขนมทานเล่น เป็นต้น)
ดังนั้นเมื่อคุณมีโปรโมชั่นจัดส่งฟรี สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือ ป่าวประกาศสารนี้ให้คนทั้งเว็บได้รู้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบนเนอร์ขนาดใหญ่ หรือการใส่ไว้ตั้งแต่คำแรกๆ หลังหัวข้อสินค้า ใต้ตัวเลขราคา โดยเน้นเป็นตัวใหญ่สีแดง 
เพราะเชื่อหรือไม่ว่าเหตุผลอันดับ 1 ที่คนไม่คลิกซื้อของออนไลน์ เพราะกังวลเรื่องค่าส่งแพง ดังนั้นถ้าส่งฟรี เมื่อโปรโมทจุดนี้ เชื่อว่าการกดซื้อย่อมมีมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

2. จัดโปรค่าส่งแบบบัฟเฟต์

นอกเหนือจากจะมีแคตาล็อกขายสินค้าแล้ว การทำคูปองขาย “ค่าส่งแบบบัฟเฟต์” ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ลูกค้ารายใหม่กลายเป็นลูกค้าประจำได้ กล่าวคือ ทำการขายค่าส่งแบบเหมาะจ่ายสำหรับสินค้าแต่ละประเภท เช่น สินค้าในหมวดของเสื้อผ้า ถ้าซื้อโปรฯ นี้ ราคา 100 บาท จะได้ค่าส่งฟรี 12 ครั้ง (จากปกติราคา 140 บาท) เป็นต้น วิธีนี้ทำให้ลูกค้าที่ชอบสินค้าเราจริงๆ คิดแล้วก็คุ้ม จึงสั่งบ่อยยิ่งขึ้น โดยทางเราเองก็บันทึกสถิติการซื้อของลูกค้าประจำไว้อยู่แล้ว ก็จะช่วยให้สะดวกก็การทำโปรโมชั่นนี้ด้วย ทั้งยังมีโอกาสขายสินค้าได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งกำไรของสินค้าใหม่ที่หากได้ หักลบแล้วก็คุ้มกับโปรค่าส่งที่ลดไปนั่นเอง
3. สินค้าโดดเด่น ควรเลือกกลยุทธ์ส่งฟรี
สุดท้าย หากสินค้าของคุณเป็นสินค้าทำมือ ปลูกเอง หรือสินค้านวัตกรรมที่ยังหาคู่แข่งเปรียบเทียบคุณสมบัติและราคาในท้องตลาด ยาก เราแนะนำว่าควรใช้ระบบส่งสินค้าฟรี โดยคำนวนค่าใช้จ่ายในการขนส่งรวมไปในตัวสินค้าเลย เพราะเมื่อสินค้าคุณไม่เหมือนใคร ลูกค้าก็ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบราคากับคู่แข่ง ดังนั้นหากสินค้าและราคาเหมาะสม การส่งฟรีก็จะช่วยอำนวยความสะดวกลูกค้าให้สั่งของในเว็บคุณมากยิ่งขึ้นนั่น เอง
หากพ่อค้ารายใดที่มีกลยุทธ์ด้านการส่งของที่ไม่เหมือนใคร และได้ผลจริง ก็สามารถฝากความเห็นและคำแนะนำเพื่อเป็นประโยชน์ต่อ “พ่อค้ามือใหม่” ได้ด้านล่างนี้

อ้างอิง  http://blog.lnw.co.th

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เผยโปรเจคลับ Google Helpouts อีกกลยุทธ์พิชิตโลกอี-คอมเมิร์ซ

2013 07 25 14 45 53 เผยโปรเจคลับ Google Helpouts อีกกลยุทธ์พิชิตโลกอี คอมเมิร์ซ

การสนทนาแบบเห็นหน้าและเสียงผ่านระบบ Google Hangout ถือเป็นนวัตกรรมที่อำนวยความสะดวกให้ทุกธุรกิจในโลกเป็นไปด้วยความสะดวกและ ประหยัด เพราะไม่มีค่าใช้จ่าย
ล่าสุด กูเกิลได้เผยโปรเจคลับที่จะทำความสามารถของระบบ Google Hangout มาต่อยอดด้านธุรกิจ โดยผสานกับวิธีการหารายได้แบบอี-คอมเมิร์ซ ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้น อยากรู้ใช่ไหม? ว่ามันคืออะไร ด้านล่างนี้คือคำเฉลย!..

ทีมงานกูเกิลกำลังทดสอบบริการใหม่ที่ชื่อว่า “Google Helpouts” หรือ บริการขายของผ่านเว็บแคม ซึ่งของนี้จะเป็นสินค้าจับต้องได้จริงๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า แกดเจ็ท ฯลฯ หรือเป็นการขายความรู้ เช่น สอนภาษา สอนทำขนม หรือแม้แต่สอนออกกำลังกายก็ได้ สิ่งสำคัญคือ ทั้งผู้ขายและลูกค้าสามารถเจอหน้ากันผ่านเว็บแคมได้นั่นเอง

2013 07 25 14 46 19 เผยโปรเจคลับ Google Helpouts อีกกลยุทธ์พิชิตโลกอี คอมเมิร์ซ

หน้าที่ของกูเกิลสำหรับผลักดันให้เกิดการซื้อขายผ่าน Google Helpouts ก็คือ ให้ผู้ขายทุกคนสามารถมาสร้าง ประวัติส่วนตัว เพิ่มความน่าเชื่อถือ ใส่ตารางนัดพบ และทำระบบการจ่ายเงิน เช่น การนัดสอนโยคะผ่านเว็บแคม เป็นต้น พูดง่ายๆ ก็คือ ทำให้ผู้สอนได้เงินค่าสอนจริงๆ หลังจากที่สอนจบลง และผู้เรียนก็ได้มีปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
สำหรับลูกค้าก็สามารถเข้ามาที่ Google Helpouts เพื่อเลือกดูหมวดต่างๆ ที่มีบริการผ่านเว็บแคม ได้แก่ คอมพิวเตอร์ การศึกษา อาหาร สุขภาพ งานอดิเรก และการซ่อมแซม
ในเบื้องต้นมีการร่วมมือกับแบรนด์สินค้าเครื่องมือช่าง เพื่อเปิดหน้าเพจ บน Google Helpouts เพื่อเปิดช่วงเวลาให้ลูกค้าที่สินค้าที่ซื้อไปแล้วไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร? สามารถมาคุยกับกูรูผ่านเว็บแคมได้
อันที่จริงไอเดียนี้มิได้ใหม่ เพราะการเปิดเว็บให้อาจารย์ทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นมาเปิดคอร์สสอนออนไลน์ผ่านเว็บแคมก็มีมากมาย เช่น liveninja.com หรือ wello.com สอนฟิตเนสผ่านเว็บแคม เป็นต้น
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจส่วนบุคคล ธุรกิจ SME’s หรือองค์กรขนาดใหญ่ ก็ล้วนสามารถใช้ประโยชน์จากระบบ Google Helpouts ได้ทั้งสิ้น เชื่อว่าไม่ถึงเดือนก็น่าจะได้เห็นโปรเจคนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าคนไทยก็น่าจะได้ใช้เร็วๆ นี้เช่นกัน!

 อ้างอิง  http://blog.lnw.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สะกดสายตาลูกค้าให้อยู่หมัด ด้วยการดีไซน์ร้านค้าออนไลน์ให้สวยงาม

ออกแบบร้านค้าออนไลน์ 01 สะกดสายตาลูกค้าให้อยู่หมัด ด้วยการดีไซน์ร้านค้าออนไลน์ให้สวยงาม
ในเมื่อการเปิดร้านค้าออนไลน์ทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย และมีคนใหม่ๆ ร้านค้าใหม่ๆ ผุดขึ้นมาแทบทุกวัน แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้ร้านค้าของคุณสามารถตรึงสายตาและนิ้วมือของลูกค้าเอา ไว้ได้นานๆ และไม่ให้คลิกปิดเว็บไซต์ของเราภายในไม่กี่นาที ???
จุดประสงค์สูงสุดของการเปิดร้านค้าออนไลน์ คือ “เปิดแล้วต้องมียอดขายเข้ามาในร้าน สินค้าจะต้องมีคนสนใจสินค้าและขายได้” แต่ กว่าจะมีการซื้อขายระหว่างผู้ซื้อ กับร้านค้าออนไลน์ของเรานั้น ประกอบด้วยหลายตัวแปร แต่สำหรับบทความนี้เราจะขอเจาะลึกเกี่ยวกับการออกแบบหน้า “Home” หรือ “หน้าแรก” ของร้านค้าออนไลน์ก่อนเท่านั้น หากคุณยังนึกไม่ออกว่ามีอะไรบ้างที่เป็นแรงจูงใจที่มากพอในการทำให้ลูกค้า ที่เข้ามายังเว็บไซต์ของเรา แล้วคลิกเลือกดูสินค้า จนกระทั่งตัดสินใจสั่งซื้อในที่สุด ลองสำรวจร้านค้าออนไลน์ของตัวเองดูนะคะ ว่ามีอะไรที่โอเคแล้ว มีอะไรที่ยังต้องปรับปรุงและพัฒนาต่อไปได้อีกtrans สะกดสายตาลูกค้าให้อยู่หมัด ด้วยการดีไซน์ร้านค้าออนไลน์ให้สวยงาม

ถึงแม้ว่าเทมเพลตร้านค้าของ Lnwshop จะมีความสวยงาม และมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกอยู่แล้ว แต่จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าไหม หากคุณมีร้านค้าที่มีดีไซน์สวยงาม โดดเด่นไม่ซ้ำใคร เมื่อลูกค้าคลิกเข้ามาก็ประทับใจและจดจำร้านค้าของคุณได้ในทันที
หากคิดว่าแค่ออกแบบร้านค้าออนไลน์ยังไงก็ได้ ขอให้ออกมามีหน้าตาสวยงาม สีสันสดใสเพียงอย่างเดียวก็พอแล้ว นั่นก็ถูกในส่วนหนึ่งค่ะ แต่จะถูกและดีเพิ่มขึ้นอีกมาก หากเราออกแบบร้านค้าออนไลน์ให้ สวย และส่งเสริมความโดดเด่นให้กับตัวสินค้าภายในร้าน ลูกค้าคลิกเข้ามาแล้วประทับใจ และเข้าใจได้ในทันทีว่านี่คือร้านค้าของเรา (เพราะการตกแต่งอย่างสวยงาม โดดเด่น มีเอกลักษณ์ต่างจากร้านอื่น) และร้านค้าออนไลน์ของเราจำหน่ายสินค้าอะไร (เพราะการออกแบบที่ส่งเสริมความโดดเด่นให้กับสินค้า)
การมีสินค้าที่ลูกค้าต้องการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะด้วยความสะดวก ง่าย และรวดเร็วของโลกอินเตอร์เน็ท ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น มีการเปรียบเทียบราคากับเว็บอื่นๆ ได้มากขึ้น ดังนั้นหากเรามีโปรโมชั่นส่งเสริมการขายโชว์ อยู่ที่หน้าร้านด้วย จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจลูกค้าได้ไม่น้อย โดยอาจแสดงโชว์ในลักษณะของ Banner ภาพนิ่ง ตัวโตๆ หรือแสดงด้วยภาพ Banner หลายๆ ภาพผ่านรูปแบบของ Slideshow ก็จะทำให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณดูมีลูกเล่นมากขึ้น ดึงดูดความสนใจของลูกค้าดีขึ้น
  • มีป้าย Banner บอกตำแหน่งสำคัญๆ ชัดเจนเพื่อความครบถ้วนเเละดูน่าเชื่อถือ
เช่น ป้ายวิธีการสั่งซื้อสินค้า ป้ายการชำระค่าสินค้าและแจ้งหมายเลขบัญชีสำหรับโอนเงิน ป้ายหมายเลขติดต่อเจ้าของร้าน ฯลฯ ซึ่งข้อดีของป้ายเหล่านี้จะช่วยดึงดดูให้การกวาดสายตาของลูกค้าบนหน้าเว็บ ไม่ให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายเร็วจนเกินไป เพราะหากเราไม่ทำป้าย Bannerใดๆ เลย แต่อัดแน่นทุกอย่างด้วยตัวอักษร จะทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่อยากอ่าน และปิดหน้าเว็บของเราภายในเวลาไม่กี่วินาที
ในการทำป้าย Banner สำหรับโชว์ในหน้าแรกของร้านค้าออนไลน์นั้น จะเป็นป้ายใหญ่ๆ หรือป้ายเล็กๆ มีข้อดีข้อเสียที่ชวนให้คิดคือ
- ป้าย Banner ขนาดใหญ่ หากมีหลายภาพ หลายป้าย อาจทำให้การโหลดหน้าเว็บช้าลง ความเร็วของอินเตอร์เน็ทของลูกค้าแต่ละคนมีไม่เท่ากัน บางคนเร็วมาก บางคนปานกลาง บางช้า รอนานไม่ไหวตัดสินใจปิดเว็บของเราทั้งๆ ที่มันยังโหลดหน้าแรกไม่เสร็จเลยก็มี แต่ข้อดีของป้าย Banner ขนาดใหญ่คือ ดึงดูดสายตาลูกค้าได้มากกว่าป้ายเล็กๆ ทั้งนี้หากคุณต้องการทำป้าย Banner ขนาดใหญ่นั้น ควรพิจารณาตามลำดับความสำคัญของข้อมูลแต่ละอย่างให้ดีๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลืองพื้นที่หน้าแรกของร้านค้าออนไลน์ และความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ
ป้ายที่แนะนำให้ทำเป็น Banner ขนาดใหญ่ เช่น ป้ายแสดงโปรโมชั่นร้านค้าในปัจจุบัน,ป้ายแสดงสินค้ามาใหม่หรือสินค้าขายดี ฯลฯ
- ป้าย Banner ขนาดเล็ก อาจจะทำในส่วนแถบ widget ด้านซ้ายมือของหน้าเว็บร้านค้าออนไลน์ เพื่อให้พื้นที่ส่วนเนื้อหาของหน้าแรกนั้นโชว์โปรโมชั่น สินค้าใหม่ๆ ที่น่าสนใจได้อย่างเต็มที่ ป้ายที่แนะนำให้ทำเป็น Banner ขนาดเล็กได้แก่ ป้ายวิธีการสมัครสมาชิกร้านค้า,ป้ายเลขที่บัญชีสำหรับชำระค่าสินค้า,ป้าย แจ้งเบอร์โทรศัพท์ อีเมลล์สำหรับติดต่อเจ้าของร้าน,ป้ายกติกาและเงื่อนไขต่างๆ ในการสั่งซื้อสินค้าภายในร้าน ฯลฯ
แม้ป้าย Banner ขนาดเล็กอาจจะไม่โดดเด่นเท่ากับการทำป้ายใหญ่ๆ โชว์ในส่วนเนื้อหาของเว็บ และอาจดึงดูดสายตาได้ก็ต่อเมื่อลูกค้าสนใจสั่งซื้อแล้วเท่านั้น จึงค่อยมาไล่คลิกป้าย Banner เล็กๆ เหล่านี้ เพื่อหาข้อมูล หรือรายละเอียดอื่นๆ ที่เราต้องการแจ้งให้ลูกค้าทราบก่อนสั่งสินค้า แต่ข้อดีของป้าย Banner ขนาดเล็กก็คือ ไม่รบกวนพื้นที่ในส่วนเนื้อหาหน้าร้าน ไม่แย่งความโดดเด่นของสินค้าและโปรโมชั่นที่เราต้องการนำเสนอให้ลูกค้า
ในการออกแบบตกแต่งร้านค้าออนไลน์ ไม่ได้มีข้อจำกัดที่ตายตัว แต่หากขึ้นชื่อว่าเป็น “หน้าแรก” หรือหน้า “Home” แล้ว ล่ะก็ เราควรจะใส่สิ่งที่จะดึงดูดสายตาของลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าสนใจสินค้าของเราจนกระทั่งตัดสินใจสั่งซื้อ ดังนั้นเราจึงควรเรียงลำดับความสำคํญของเนื้อหาต่างๆ ที่ต้องการนำเสนอให้ลูกค้าทราบให้ดีๆ ก่อนจะจัดทำเป็น Banner ออกมาแต่ละป้าย
ลองสำรวจที่หน้าร้านค้าออนไลน์ของตัวเองดูนะคะ ว่าตอนนี้ออกแบบได้สวยงามและดึงดูดสายตาลูกค้าได้ดีพอหรือยัง ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจฉันใด หน้าแรกของร้านค้าออนไลน์ก็พร้อมที่จะคว้าหัวใจของลูกค้าได้ฉันนั้นค่ะ

 อ้างอิง  http://blog.lnw.co.th